Translate

Thai Afrikaans Albanian Arabic Armenian Azerbaijani Basque Belarusian Bulgarian Catalan Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) Croatian Czech Danish Dutch English Estonian Filipino Finnish French Galician Georgian German Greek Haitian Creole Hebrew Hindi Hungarian Icelandic Indonesian Irish Italian Japanese Korean Latvian Lithuanian Macedonian Malay Maltese Norwegian Persian Polish Portuguese Romanian Russian Serbian Slovak Slovenian Spanish Swahili Swedish Turkish Ukrainian Urdu Vietnamese Welsh Yiddish

Visitors

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday32
mod_vvisit_counterYesterday51
mod_vvisit_counterThis week374
mod_vvisit_counterLast week402
mod_vvisit_counterThis month47297
mod_vvisit_counterLast month26780
mod_vvisit_counterAll days134524

We have: 5 guests online
Your IP: 107.20.131.154
 , 
Today: Apr 23, 2014

การพัฒนามาตรฐาน ICS ในประเทศไทย

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail

การพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย
(Thailand Incident Command System: TICS)

 

1. เหตุผลความเป็นมา

                        1.1 สาธารณภัย และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ สาเหตุส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากสภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นผลจากแนวทางการพัฒนาประเทศ           ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เป็นหลัก รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการผลิต           ทางอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม นอกจากนี้ ยังรวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้สาธารณภัย และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีความรุนแรง สร้างความสูญเสียและเสียหาย   อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ ภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรือแม้แต่ภัยด้านความมั่นคง

                        1.2 สถิติสาธารณภัย และความสูญเสียเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของภาครัฐ
ในการจัดการภัยพิบัติ
ในการดำรงไว้ซึ่งความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาระ หน้าที่หลักที่รัฐจะต้องจัดหาให้กับประชาชน แต่จากสถิติตลอดจนแนวโน้มความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัตินั้นหาลดลงตามเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพื่อเอาชนะธรรมชาติไม่ จะพบว่าสถิติความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติสำคัญในประเทศไทยที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสารณภัย 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2547 - 2551) พบว่ามีแนวโน้มความรุนแรงและความถี่ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งดังตารางสรุปสถิติสาธารณภัยและความเสียหายด้านล่าง

 

ความสูญเสีย

ภัย

ปี 2547

ปี 2548

ปี 2549

ปี 2550

ปี 2551

ด้าน
  ชีวิต

มูลค่าความ

เสียหาย

(ล้านบาท)

ด้าน
  ชีวิต

มูลค่าความ

เสียหาย

(ล้านบาท)

ด้าน
  ชีวิต

มูลค่าความ

เสียหาย

(ล้านบาท)

ด้าน
  ชีวิต

มูลค่าความ

เสียหาย

(ล้านบาท)

ด้าน
  ชีวิต

มูลค่าความ

เสียหาย

(ล้านบาท)

อุทกภัย

28

850.65

75

5,982.28

446

9,627.41

36

1,687.86

113

7,601.79

ภัยแล้ง

-

190.66

-

7,565.86

-

495.27

-

198.30

-

103.90

อัคคีภัย

31

487.02

48

931.91

37

1,083.84

45

875.79

30

1,424.88

ภัยหนาว

0

ไม่มีรายงาน

0

ไม่มี

รายงาน

0

ไม่มี

รายงาน

0

ไม่มี

รายงาน

0

ไม่มี

รายงาน

ตาราง:   สรุปสถิติสาธารณภัยและความเสียหาย   ตั้งแต่ปี 2547 - 2551

ขณะเดียวกันภัยด้านความมั่นคงก็มีแนวโน้มของความซับซ้อน รุนแรงสูงเช่นกัน จากสถิติคดีการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาของประเทศไทยนับตั้งแต่เกิดเหตุปล้นอาวุธปืนที่ กองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมานั้น สถานการณ์ก่อเหตุร้ายรายวันได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การเผาโรงเรียน ปล้นอาวุธจากหน่วยทหาร      การลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครู จนถึงประชาชน ซึ่งจากการสอบถามข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า จากการเก็บข้อมูลแนวโน้มของการก่อเหตุความไม่สงบตั้งแต่ พ.ศ.2547 พบว่ามีแนวโน้มของความถี่ของการเกิดเหตุการณ์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันความรุนแรงของการก่อเหตุแต่ละครั้งมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน

 

ปี พ.ศ.

สรุปเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ (ครั้ง)

ยิง

ทำร้าย

วางเพลิง

วางระเบิด

ฆ่าตัดคอ

ปล้น

ชุมนุมประท้วง

ก่อกวน

ทำลายธงชาติ

จับเป็นตัวประกัน

รวม

2547

575

76

289

104

3

28

-

79

-

-

1,154

2548

905

52

308

238

12

140

-

406

16

1

2,078

2549

1,040

39

281

327

3

10

14

216

3

1

1,934

2550

1,308

41

359

492

13

3

45

213

1

0

2,475

2551

861

28

88

267

7

0

5

112

2

0

1,370

รวม

4,689

236

1,325

1,428

38

181

64

1,026

22

2

9,011

ตารางที่   4.2: สรุปเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ   4 อำเภอในจังหวัดสงขลาตั้งแต่ ปี พ.ศ.
                       2547
- 2551 (ปรับปรุงข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)

และหากหันมาพิจารณาสถานภาพการสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในระหว่าง ปี พ.ศ. 2547 - 2550 พบว่าสูงขึ้น รายละเอียดปรากฏดังตาราง ด้านล่าง
 

ปี

สถานภาพการสูญเสีย

ตำรวจ

ทหาร

พลเรือน/ประชาชน

รวม

2547

53

15

246

314

2548

37

18

509

564

2549

46

30

670

746

2550

44

83

888

1,015

2551

32

44

529

605

ตารางที่   : สถานภาพการสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3   จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ
                 4   อำเภอในจังหวัดสงขลา ปี พ.ศ. 2547
- 2550

                        นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ครั้งสำคัญที่สะท้อนศักยภาพการจัดการภัยพิบัติที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยคลื่นยักษ์สึนามิอันเกิดจากปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุด ตั้งแต่เคยมีบันทึกมาในประวัติศาสตร์ 9.1 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ส่งผลให้เกิดหายนะและความสูญเสียอย่างประเมินค่ามิได้ต่อสายตาของคนทั้งโลก เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆ โดยรอบมหาสมุทรอินเดีย ได้แก่ อินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดีย ไทย มัลดีฟ พม่า โซมาเรีย แทนซาเนีย บังคลาเทศและเคนยา มีผู้เสียชีวิตกว่า 230,000 ราย สูญหายกว่าหลายหมื่นคน เฉพาะเมืองบันดาอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 150,000 คน สำหรับประเทศไทยคลื่นยักษ์สึนามิถาโถมเข้าถล่มบริเวณภาคใต้ชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทยส่งผลกระทบพื้นที่ประสบภัยทั้งสิ้น 6 จังหวัดได้แก่ กระบี่ พังงา สตูล ภูเก็ต ระนอง และตรัง (25 อำเภอ 95 ตำบล 407 หมู่บ้าน) เหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 5,396 คน (ไทย 1,975 คน ต่างชาติ 2,246 คน ไม่สามารถระบุได้ 1,175) ผู้บาดเจ็บ 8,457 คน รับแจ้งผู้สูญหาย 2,817 คนราษฎรประสบภัย 58,550 คน 12,017 ครอบครัว บ้านเรือนเสียหาย 4,806 หลัง (ทั้งหลัง 3,302 หลัง บางส่วน 1,504 หลัง) เด็กกำพร้า 1,637 คน สิ่งสาธารณประโยชน์ สถานประกอบการ  ด้านประมง ฯลฯ เสียหาย 14491.15 ล้านบาท  ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากผลกระทบทางด้านจิตใจที่เกิดแก่ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งไม่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้ หายนะจากคลื่นสึนามิเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนปัญหาการจัดการภัยพิบัติที่ชัดเจน ทั้งในเรื่องของการแจ้งเตือนภัย การเตรียมความพร้อม การจัดการ ในภาวะฉุกเฉินขณะเกิดภัย ระบบการติดต่อสื่อสารและการสั่งการ การรับบริจาค การขนส่ง และลอจิสติค ตลอดจนการฟื้นฟูบูรณะ ขณะเดียวกันเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยคลื่นยักษ์สินามิก็เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเองตื่นตัวในการจัดหามาตรการที่เหมาะสมในการ “ป้องกันและรับมือในภาวะวิกฤต” มิให้การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

                        1.3 ดังนั้น การเกิดขึ้นของสาธารณภัยและภัยพิบัติดังกล่าวถือเป็นภาวะวิกฤตหรือสถานการณ์ ที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ/ตอบโต้ ต่อสถานการณ์วิกฤตินั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเข้าดำเนินการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วนให้ลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด ทั้งนี้    ผลการศึกษาทบทวนรายงาน และประสบการณ์ที่ประเทศไทยได้รับมือกับสาธารณภัยที่ผ่านมาดังกล่าว ประกอบกับการศึกษาสถานการณ์การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ และให้ความช่วยเหลือ ตลอดจนแผนงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ พบว่าปัญหาหลักส่วนหนึ่งคือปัญหาการจัดการภัยในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเกิดจากจากขาดการประสานงาน การบูรณาการการปฏิบัติงาน การขาดการยอมรับจากทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแผนการบริหารจัดการสาธารณภัย แนวทางปฏิบัติ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ รวมถึงการขาดเอกภาพในการให้และเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือของการบริหารหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องมืออันเหมาะสมต่อการจัดการในภาวะวิกฤต หรือภาวะฉุกเฉิน และสามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการสาธารณภัย ที่มีประสิทธิภาพ คือ “ระบบบัญชาการเหตุการณ์” (Incident Command System: ICS) ซึ่งเป็นระบบ           การจัดการเหตุการณ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Federal Emergency Management Agency (FEMA) ในปี พ.ศ.2513    เพื่อตอบโต้กับไฟป่าทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบบ ICS เป็นระบบมาตรฐานที่ใช้สั่งการ ควบคุม และประสานความร่วมมือของแต่ละหน่วยงานในอันที่จะระดมทรัพยากรไปยังที่เกิดเหตุ      และบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินในสาธารณภัยทุกเหตุการณ์

                        1.4 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการนำระบบบัญชาการเหตุการณ์มาใช้ในการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤต อย่างไรก็ตาม หลักการของระบบบัญชาการเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหลักการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้สาระสำคัญบางส่วนจึงยังไม่สมบูรณ์และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ดังนั้น ข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการผลักดันกิจกรรม/โครงการ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ ระบบ ICS เป็นลำดับดังนี้

                                1.4.1 วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (วปภ.) ได้จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักวิชาการสาธารณภัย: การบัญชาการเหตุการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้นักวิชาการสาธารณภัยที่เป็นข้าราชการในสังกัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของการฝึกอบรมให้มีความรู้ และเข้าใจในหลักการเบื้องต้นของ ICS และสามารถนำความรู้ ไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติได้ โดยได้ดำเนินการฝึกอบรมนักวิชาการสาธารณภัย 2 รุ่น รวมจำนวน 80 คน (ระหว่างวันที่ 8 - 12 กุมภาพันธ์ 2553 และวันที่ 15 - 19 กุมภาพันธ์ 2553 ณ วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

                                1.4.2 อย่างไรก็ตาม
ระบบ ICS เป็นองค์ความรู้ที่ต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ตลอดจนทักษะ ในการเป็นวิทยากรที่สามารถถ่ายทอดความรู้ที่เป็นระบบ ประกอบกับการเผยแพร่ความรู้ ICS ดังกล่าวต้องอาศัยเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ที่เป็นสากล และมีมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โดย วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (วปภ.) สำนักวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ (สว.) ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย (ศอ.) และผู้แทนจาก JUSMAGTHAI ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมต่อเนื่องหลักสูตรวิทยากรการบัญชาการในที่เกิดเหตุ ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่ 8-12 มีนาคม 2553 โดยได้คัดเลือกผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรนักวิชาการสาธารณภัย: การบัญชาการเหตุการณ์ดังกล่าว และบุคลากรที่เหมาะสมจำนวน 20 คน เข้ารับการฝึกอบรม โดยโครงการฝึกอบรมต่อเนื่องนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมนำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนามาตรฐาน แนวทาง และเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้บัญชาการเหตุการณ์ (ICS) อาทิ คู่มือบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งสามารถเป็นวิทยากรต้นแบบ                          ที่มีความสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ให้แก่ทั้งหน่วยงานภายใน และหน่วยงานภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        1.5 ภายหลังการฝึกอบรมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงมีคำสั่งที่ 230/2553 ลงวันที่ 2 เมษายน 2553 แต่งตั้งผู้ผ่านการฝึกอบรมฯ ตามข้อ 1.4.2 เป็นคณะทำงานพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นที่ปรึกษา ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ    ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขานุการคณะทำงาน มีอำนาจหน้าที่ศึกษา พัฒนาแนวทางการบัญชาการเหตุการณ์ จัดทำคู่มือการบัญชาการเหตุการณ์ให้เป็นมาตรฐาน พร้อมทั้งเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และเสริมสร้างวิทยากรต้นแบบในด้านการบัญชาการเหตุการณ์ ทั้งนี้ มีเป้าประสงค์ในการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับบริบท และมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติในสังคมไทย

                        1.6 ขณะเดียวกันฝ่ายเลขานุการคณะทำงานฯ (ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย) ได้ริเริ่มพัฒนากรอบแนวคิด และแผนการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย (Thailand Incident Command System: TICS) เพื่อเป็นกรอบนโยบายการดำเนินงาน ขับเคลื่อนกิจกรรม/โครงการ ตลอดจนความร่วมมือทางวิชาการ การสนับสนุนงบประมาณจากองค์กร/หน่วยงาน ทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โปรดเห็นชอบกรอบแนวคิดและแผนการพัฒนาฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่                9 พฤษภาคม 2553

                       1.7 คณะทำงานฯ ตามข้อ 1.5 ได้จัดให้มีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ซึ่งการประชุมครั้งนั้นก่อให้เกิดการผลักดันความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบ ICS ที่สำคัญ อาทิ การมอบหมายบทบาทหน้าที่ในฐานะวิทยากร ICS และผู้ประสานงานด้านต่างๆ มติการเสนอขอเข้าร่วมโครงการนำร่องของ ASEAN การแต่งตั้งคณะทำงานแปลคู่มือการบรรยายการบัญชาการเหตุการณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ภายหลังการประชุมฯ อปภ. ได้โปรดเห็นชอบให้ดำเนินการใน 2 ประเด็นสำคัญ

                                 (1) นำกรอบแนวคิด และแผนการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทยตามข้อ 1.6 เข้าไว้ในวาระเพื่อทราบของคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภช.) ซึ่ง สบ.ได้จัดให้มีการประชุม กปภช. ครั้งที่ 1/2553แล้วเมื่อ 6 กันยายน 2553 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล

                               (2) แจ้งจังหวัด ศูนย์ ปภ.เขต และสำนัก/กอง เพื่อประชาสัมพันธ์ และเชิญชวนส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ICS

                        1.8 สำหรับด้านความร่วมมือระหว่างประเทศนั้น สืบเนื่องจาก ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อริเริ่มความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติระหว่างสหรัฐอเมริกากับอาเซียน (Inception Workshop for ASEAN-US Cooperation on Disaster Management) ระหว่างวันที่ 4-5 พฤษภาคม 2547 ได้กำหนดกระบวนการดำเนินงานร่วมกัน โดยหนึ่งในความร่วมมือที่สำคัญคือ โครงการ ASEAN-US Cooperation Project on ICS ในประเทศนำร่อง         (Pilot Country) ได้แก่ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และบรูไนดารุสซาลามและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งทั้ง          3 ประเทศอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการระยะที่ 1 ซึ่งประกอบด้วย กิจกรรมที่สำคัญของโครงการคือการบูรณาการระบบบัญชาการเหตุการณ์เข้ากับระบบการจัดการภัยพิบัติของแต่ละประเทศ โดยได้มีจัดทำแผนพัฒนา ICS      ของประเทศนำร่อง การตั้งคณะกรรมขับเคลื่อน ICS (ICS Steering Committee) การจัดทำแผนการอบรม ICS การฝึกอบรมความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ICS สำหรับผู้บริหาร การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับ ICS และการฝึกอบรมวิทยากรต้นแบบ ICS อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามมีความประสงค์จะขอถอนตัวจากโครงการซึ่งเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะได้ยื่นขอเสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก ACDM      คณะทำงานฯ จึงได้ประสานงานกับผู้แทน ACDM ซึ่ง ผู้แทน ACDM ได้ขอให้ประเทศไทยจัดทำ Concept paper ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้จัดทำข้อเสนอ (Concept Paper) (ภาคผนวก) ซึ่งมีสาระสำคัญสอดคล้องและอยู่บนพื้นฐานของกรอบแนวคิดและแผนการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทยดังกล่าว โดยอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โปรดเห็นชอบและมีหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมโครงการนำร่อง    พร้อมทั้งส่งข้อเสนอ (Concept Paper) ดังกล่าว ถึง ACDM เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 เพื่อขอให้พิจารณาประเทศไทยเข้าเป็นโครงการนำร่องในระยะที่ 2 โดยได้ขอรับการสนับสนุนจาก ACDM ทั้งในเรื่ององค์ความรู้ทางวิชาการ การศึกษาฝึกอบรม ดูงานและงบประมาณ รวมทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย ขณะเดียวกันสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ได้มีหนังสือเชิญ     ผู้ประสานงานหลักด้านการจัดการภัยพิบัติ (ACDM Focal Point) เข้าร่วมประชุมเตรียมการฝึกซ้อม ARDEX-10 และการประชุม ACDM-Incident Command System (ICS) Task Force ในระหว่างวันที่ 22 - 23 มิถุนายน 2553    ณ Baton Province ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ในส่วนของการประชุม ACDM-ICS Task Force อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้โปรดอนุมัติให้ผู้แทนคณะทำงานฯ (ร.ต.พงศธร ศิริสาคร ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการ ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย คณะทำงานฯ และผู้ประสานงานหลักของคณะทำงานฯ) เข้าร่วมประชุม และนำเสนอข้อเสนอเข้าร่วมโครงการนำร่องเพื่อพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย      ซึ่งขณะนี้จากการประสานงานกับผู้แทน ACDM อย่างไม่เป็นทางการ รับทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ASEAN ได้รับข้อเสนอของประเทศไทยให้เข้าร่วมเป็นประเทศนำร่องของโครงการแล้ว และอยู่ระหว่างการรอเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการจาก ACDM

2. องค์กรขับเคลื่อน

                       การผลักดันและขับเคลื่อนกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ตามกรอบแนวคิดและแผนการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย (TICS) ดังกล่าวต้องอาศัยองค์กรหลัก     ในการขับเคลื่อนกิจกรรม/โครงการที่สำคัญ ประกอบด้วย 2.1) คณะทำงานพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) และ 2.2) คณะทำงานแปลคู่มือการบรรยายการบัญชาการเหตุการณ์

ประกอบกับทีมงานสนับสนุนการขับเคลื่อนของคณะทำงานฯ ดังกล่าว ได้แก่ ผู้ประสานงานหลัก ทีมงานประชาสัมพันธ์ ผู้ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ ทีมงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และทีมงานด้านส่งเสริมกิจกรรมด้านการบัญชาการเหตุการณ์ ดังแสดงในแผนภาพ

 

                                                             กรอบแนวคิดและแผนการพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ของประเทศไทย

                                                                                       (Thailand Incident Command System: TICS)

          

3. สรุปผลการดำเนินงานของคณะทำงานพัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์

                        ภายหลังจากที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ฝึกอบบรมวิทยากรการบัญชาการใน
ที่เกิดเหตุ
ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย – สหรัฐอเมริกา และแต่งตั้งคณะทำงาน
พัฒนามาตรฐานระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) ตามคำสั่งกรมป้องกัน
และบรรเทาสาธารณภัยที่
230/2553 ลงวันที่ 2 เมษายน 2553 คณะทำงานฯได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม/โครงการ รวมทั้งนำเสนอแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการนำระบบบัญชาการเหตุการณ์มาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยที่สำคัญ ดังนี้

                       3.1 การดำเนินงานของวิทยากร ICS ในการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจากภัย   การก่อ วินาศกรรมด้านสารเคมีและวัตถุอันตราย (รังสี) (NBC 2010) ระหว่างวันที่ 24 - 25 มีนาคม 2553                ณ โรงแรมริชมอนด์ สไตลิส คอนเวนชั่น จ.นนทบุรี

                       3.2 การประชุมเชิงปฏิบัติการการบริหารจัดการทางการแพทย์และการแพร่ระบาดในภาวะฉุกเฉินโดยใช้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) ระหว่างวันที่ 6 - 8 เมษายน 2553 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

                      3.3 สรุปบทเรียนด้านการแพทย์ฉุกเฉินในสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมือง วันพุธที่ 26 พฤษภาคม ๒๕๕๓ ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

                 3.4 เป็นวิทยากรบรรยายและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบบัญชาการเหตุการณ์ในโครงการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา หลักสูตรที่เป็นทางการทั้งหน่วยงานภายในและภายนอก ดังนี้

                           (1) หลักสูตรการพัฒนาประสิทธิภาพชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต: การกู้ภัยสารเคมี วัตถุอันตราย อัคคีภัย และไฟป่า ในระหว่างวันที่ 6 กรกฎาคม – 24 สิงหาคม 2553 ณ วิทยาลัยป้องกันและบรรเทา   สาธารณภัย บางพูน

                         (2) โครงการฝึกซ้อมแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.ชลบุรี ปี 2553 ด้านการบัญชาการเหตุการณ์ในการร่วมฝึกป้องกันท่าเรือ รหัสการฝึก (NSP-EX 10) ในระหว่างวันที่ 16 - 19 สิงหาคม 2553
ณ โรงแรมชลอินเตอร์ อ.เมือง จ.ชลบุรี

                       (3) โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการบัญชาการเหตุการณ์ในภาวะวิกฤต (Incident Command System: ICS) ระหว่างวันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2553 ณ ห้องณุลักษณา 1 โรงแรม เค พี แกรนด์
จ.จันทบุรี

                            (4) โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการบัญชาการเหตุการณ์ กรณีเหตุฉุกเฉินทางรังสี” ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม - 1 กันยายน 2553
                        ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม/โครงการ ดังกล่าวจะถูกสรุปและถอดบทเรียนเพื่อนำมาเป็นข้อมูลประกอบในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้านการบัญชาการเหตุการณ์ต่อไป